พบสุนัขพันธุ์ไทยเพศเมีย 2 ตัว สีขาว ตัวโตชื่อ “ขาวใหญ่” อายุ 4 เดือน ตัวเล็กชื่อ “ขาวน้อย”

อายุ 4 เดือนถูกเจ้าของทิ้ง และมักจะคาบใบไม้มาแลกอาหารเป็นประจำ ข้างโรงเรียนอนุบาล

เขตบึงกุ่ม

นางสุวรรณา ทรงสะอาด อายุ 77 ปี ชาวบ้าน กล่าวว่า เดิมทีสุนัข 2 ตัวนี้เป็นสุนัขของคนงานพม่า

ซึ่งมาตั้งแคมป์คนงานบริเวณดังกล่าว จนกระทั่งเมื่อ 3 เดือนก่อน ทางแคมป์ดังกล่าวได้ถูกรื้อ

ออกไป ทางคนงานพม่าได้ทิ้งสุนัข 2 ตัวไว้

ทั้งนี้หลังจากทั้งสุนัข 2 ตัวถูกทิ้ง เมื่อถึงสุนัขทั้ง 2 หิว ทาง “ขาวใหญ่” จะคาบใบไม้ หรือผ้าขี้ริ้ว

ทรัพย์สินมีค่าที่หาได้จากแคมป์คนงาน มาให้กับชาวบ้านเพื่อแลกกับอาหาร เมื่อมีคนให้อาหาร

จะให้ใบไม้เป็นการตอบแทน พร้อมกับเอาอาหารไปแบ่งให้”ขาวเล็ก” กินด้วย

นางสุวรรณา กล่าวต่ออีกว่า สุนัข 2 ตัวนิสัยดี ไม่เคยเห่าหอนหรือเกเร เมื่อกินอาหารเสร็จ จะอยู่

ที่แคมป์คนงาน ตอนที่ตนเห็น”ขาวใหญ่” คาบใบไม้มาแลกกับอาหาร ถึงกับน้ำตาไหลด้วยความ

ประทับใจ ชาวบ้านบริเวณดังกล่าวต่างเมตตาต่อ”ขาวใหญ่”และ”ขาวเล็ก” หลายครั้งก็มักจะนำ

อาหารมาให้กินโดยไม่ต้องรอให้”ขาวใหญ่” คาบใบไม้มาให้ เนื่องจากเห็นว่ามีพฤติกรรมเรียบ

ร้อย กลายเป็นที่ประทับใจกับชาวบ้านเป็นจำนวนมาก

 

ที่มา:http://www.unigang.com/Article/7321

edit @ 4 Jun 2011 10:29:08 by 5322

            
                            
 
                 หลายครั้งหลายคราที่ญี่ปุ่นต้องสูญเสียจากการเกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศหมู่เกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ญี่ปุ่นมีเนื้อที่กว่า 377,930 ตารางกิโลเมตร นับเป็นอันดับที่ 61 ของโลก หมู่เกาะญี่ปุ่นประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่กว่า 3,000 เกาะ เกาะที่ใหญ่ที่สุดก็คือเกาะฮอนชู ฮอกไกโด คิวชู และชิโกกุ ตามลำดับ เกาะของญี่ปุ่นส่วนมากจะเป็นหมู่เกาะภูเขา ซึ่งในนั้นมีจำนวนหนึ่งเป็นภูเขาไฟ

ที่ผ่านมาญี่ปุ่นเคยประสบกับแผ่นดินไหวมาแล้วหลายครั้ง เราจะย้อนอดีตไปดูกันอีกครั้ง

แผ่นดินไหวเก็นโระกุ พ.ศ. 2246  เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2246 ที่เอะโดะ (ปัจจุบันคือ กรุงโตเกียว) มีจุดศูนย์กลางอยู่บริเวณอ่าวซะงะมิ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของคาบสมุทรโบโซ ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 2,300 คน ทำความเสียหายให้กับเมืองเอะโดะ โอะดะวะระ คะวะซะกิ ซึ่งอยู่บนที่ราบคันโต บางส่วนของพระราชวังโชกุนโทะกุงะวะ สึนะโยะชิ พังทลายลง และทำให้เกิดเพลิงไหม้ทั้งเมืองในวันต่อมา

แผ่นดินไหวครั้งนี้ทำให้เกิดสึนามิพัดเข้าสู่ชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะฮอนชู สร้างความเสียหายให้กับบริเวณคาบสมุทรโบโซ, อ่าวซะงะมิ และหมู่เกาะอิสุ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100,000 คน เป็นสึนามิที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดครั้งหนึ่ง

แผ่นดินไหวครั้งใหญ่คันโต พ.ศ. 2466 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2466 เวลา 11:58:44 น. ตามเวลาในท้องถิ่น บริเวณที่ราบคันโต บนเกาะฮอนชู มีจุดศูนย์กลางอยู่ใต้ทะเล บริเวณเกาะอิซู โอชิมะ ในอ่าวซะงะมิแผ่นดินไหวทำความเสียหายให้กับกรุงโตเกียว เมืองท่าโยโกฮามา จังหวัดชิบะ จังหวัดคะนะงะวะ และจังหวัดชิซุโอะกะ  ประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ 100,000 คน มีผู้สูญหายและคาดว่าเสียชีวิตประมาณ 40,000 คน ทั้งนี้เนื่องจากเหตุเกิดขึ้นในช่วงใกล้เที่ยงวัน ขณะประชาชนกำลังใช้เตาไฟหุงอาหาร ทำให้เกิดเพลิงไหม้ และกระแสลมแรงเนื่องจากพายุไต้ฝุ่นทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ทำให้เกิดเพลิงลุกลาม ประกอบกับระบบท่อส่งน้ำเกิดชำรุดอันเป็นผลมาจากแผ่นดินไหว การดับเพลิงต้องใช้เวลาถึง 3 วันจนถึงวันที่ 3 กันยายน นอกจากนี้ยังเกิดดินถล่มในหลายพื้นที่
              
                 

แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ฮันชิน พ.ศ. 2538 (อังกฤษ: The Great Hanshin earthquake) หรือ แผ่นดินไหวที่โกเบ เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2538 เวลา 05:46 น. ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณตอนใต้ของจังหวัดเฮียวโงะ ประเทศญี่ปุ่น มีศูนย์กลางอยู่ที่ระดับ 16 กิโลเมตรใต้จุดเหนือศูนย์กลางแผ่นดินไหวบริเวณเกาะอาวาจิ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองโกเบ 20 กิโลเมตร เป็นเวลาประมาณ 20 วินาที มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 6,434 คน (นับถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2538) ในจำนวนนี้ประมาณ 4,600 คน มาจากโกเบ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่สุด และมีประชากรทั้งสิ้น 1.5 ล้านคน
                      

เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ ร้ายแรงที่สุดในรอบ 72 ปี นับตั้งแต่แผ่นดินไหวครั้งใหญ่คันโต พ.ศ. 2466 ที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 140,000 คน ความเสียหายเบื้องต้น ทำให้บ้านเรือนพังพลายกว่า 200,000 หลัง, โครงสร้างยกระดับของทางด่วนสายฮันชิน พังทลายเป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร, ปั้นจั่นของท่าเรือโกเบเสียหายกว่าหนึ่งร้อยตัว มูลค่าตวามเสียหายทั้งสิ้นประมาณ 10 ล้านล้านเยน (ประมาณ 102.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ) คิดเป็น 2.5% ของจีดีพีของญี่ปุ่นในปีนั้น
 
                   

แผ่นดินไหวในจูเอ็ทสึ พ.ศ. 2547 เกิดขึ้นเมื่อเวลา 17:56 (ตามเวลาท้องถิ่น) เมื่อวันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ได้ตั้งชื่อว่า Heisei 16 Niigata Prefecture Chuetsu Earthquake  จังหวัดนีงะตะตั้งอยู่ในภูมิภาคโฮะคุริกุบนเกาะฮนชู ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น แผ่นดินไหวครั้งนี้สามารถรับรู้แรงสะเทือนได้จากพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของเกาะฮนชู ได้แก่บางส่วนของภูมิภาคโทะโฮะกุ โฮะคุริกุ จูบุ และคันโต
                                    

พบผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรายที่ 39 ขณะที่ยังคงมีแผ่นดินไหวตามเกิดขึ้นในระดับที่รู้สึกได้ มีรายงานว่าในจังหวัดนีงะตะมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 3,000 คน คนมากกว่าหนึ่งหมื่นคนต้องละทิ้งบ้าน แผ่นดินไหวทำให้บ้านหลายหลังในเมืองโอะจิยะพังถล่ม
                                       

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่รถไฟชินคันเซ็นตกรางขณะให้บริการ ตู้ของ Toki 35 (ชินคันเซ็น 200 series) แปดตู้จากสิบตู้ตกรางบนสายโจเอ็ทสึระหว่างสถานีนะงะโอะกะในเมืองนะงะโอะกะ กับสถานีอุระสะในเมืองยะมะโตะ มีผู้โดยสาร 155 คน แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้ง Railbeds สะพาน และอุโมงล้วนแต่ได้รับผลกระทบ East Japan Railway Company ได้หยุดรถไฟทุกขบวนในจังหวัดนีงะตะ ซึ่งสายที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักได้แก่ สายโจเอ็ทสึ สายหลักชินเอ็ทสึ สายอียะมะ สายทะดะมิ และสายเอะจิโงะ ส่วนหนึ่งของสถานีนะงะโอะกะพร้อมจะพังถล่มได้ทุกเมื่อจากแผ่นดินไหวตาม แต่หลังจากปิดชั่วคราวก็เปิดให้บริการอีกครั้ง
 
                                  อ้างอิงจาก:http://www.naruto-hero.co.cc/board/index.php?topic=6429.0
                                  โดย: น.ส.วิรัลพัชร เศรษฐศิรินนท์  เลขที่ 3
กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้นกว่า 2000 ปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิ์องค์แรกในประวัติศาสตร์จีน จุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางตอนเหนือ โดยมีการก่อสร้างเพิ่มเติมโดยกษัตริย์องค์ต่อมาอีกหลายพระองค์ จนสำเร็จในที่สุด กำแพงเมืองจีนถือเป็นงานก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเท่าที่เคยมีมา

มีข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับกำแพงเมืองจีนดังนี้

1. เราไม่สามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนจากดวงจันทร์ ไม่มีสิ่งก่อสร้างที่สร้างโดยมนุษย์ แม้แต่อย่างเดียวที่สามารถมองเห็นจากดวงจันทร์ ในระดับ low earth orbit เราสามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนโดยใช้ radar การมองเห็นกำแพงเมืองจีนเป็นไปได้ยากเนื่องจาก สีของกำแพงเมืองจีนจะกลืนไปกับสีของธรรมชาติ ก็คือสีของดิน หิน

2. กำแพงเมืองจีนไม่ใช่กำแพงยาวตลอด ความจริงแล้วกำแพงเมืองจีน ถูกสร้างขึ้นในหลายยุคหลายสมัยกินเวลานับพันปี โดยเป็นการเชื่อมต่อกำแพงแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน จนเป็นแนวทอดยาวหลายพันกิโลเมตร

3. กำแพงเมืองจีนเป็นเสมือนสุสานของผู้ก่อสร้าง มีการบันทึกไว้ว่า นักโทษจากสงครามและทาสกว่า 1 ล้านคนถูกใช้เป็นแรงงงานเพื่อก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ซึ่งจำนวนมากเสียชีวิตลงเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อย และความหิวโหย ซึ่งศพผู้เสียชีวิตก็จะถูกฝังอยู่ข้างใต้กำแพงนั่นเอง นานนับศตวรรษแล้ว ที่กำแพงเมืองจีนได้ชื่อว่าเป็นสุสานที่มีความยาวที่สุดในโลก เป็นที่กล่าวขานกันว่าทุกๆ หนึ่งฟุตของกำแพงเมืองจีนก็คือหนึ่งชีวิตของผู้ก่อสร้างกำแพง

4. ความยาวของกำแพงเมืองจีน จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครทราบความยาวที่แท้จริงของกำแพงเมืองจีน ในภาษาจีน จะเรียกกำแพงเมืองจีนว่า "กำแพงยาวหมื่นลี้" (หนึ่งลี้มีความยาวประมาณ 1/3 ไมล์) โดยคร่าวๆ กำแพงเมืองจีนมีความยาวประมาณ 4 พันไมล์ หรือ 6,350 กิโลเมตร ทอดผ่านทุ่งหญ้า ทะเลทราย และเทือกเขาสูง ความสูงของกำแพงคือ 7 เมตร และกว้าง 5 เมตร

5. การก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ช่วยป้องกันการรุกรานได้หรือไม่ การเข้าครองอำนาจของมองโกล และแมนจู ทั้งสองครั้งเกิดขึ้นจากความอ่อนแอ ของราชวงศ์ที่ปกครองประเทศจีนในขณะนั้นๆ พวกเขาใช้โอกาสในขณะที่เกิดกบฏภายใน เข้ายึดครองประเทศจีน โดยมีการต่อต้านที่น้อยมาก

6. กำแพงเมืองจีนไม่ได้เป็นแค่กำแพง ทุกๆ 300 ถึง 500 หลา จะมีฐานบัญชาการเพื่อใช้สับเปลี่ยนเวรยามและใช้เป็นจุดสังเกตการณ์ มีหอสังเกตการณ์กว่า 1 หมื่นแห่ง

7. กำแพงเมืองจีนเป็นเส้นทางคมนาคม ในระยะแรก ประโยชน์ของกำแพงเมืองจีนก็คือ มันช่วยให้การคมนาคมและขนส่งในเส้นทางทุรกันดาร เช่นตามเทือกเขาเป็นไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น

8. กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นโดยใช้อะไรเป็นส่วนประกอบ ก่อนที่จะมีการใช้อิฐในการก่อสร้าง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้น โดยใช้หิน ดิน และไม้ บางครั้งมีการแพ็คดินไว้ระหว่างไม้แผ่นใหญ่ และมัดไว้ด้วยกันโดยเสื่อทอ บริเวณใกล้กรุงปักกิ่ง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างโดยใช้หินอ่อน ในบางสถานที่กำแพงถูกสร้างโดยใช้หินแกรนิต บางแห่งก็ใช้ดินเผา ทางตะวันตกของจีน กำแพงถูกสร้างโดยใช้โคลน ทำให้ชำรุดได้ง่ายกว่า กำแพงเมืองจีนที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ถูกสร้างในราชวงศ์หมิง โดยใช้วัตถุที่ทนทานกว่าเช่นหิน

9. สภาพของกำแพงเมืองจีนในขณะนี้ รายงานผลการสำรวจของนักอนุรักษ์เมื่อปี 2004 กล่าวว่า ขณะนี้ กำแพงเมืองจีนที่ยาว 6,350 กิโลเมตร เหลือให้เห็นเพียง 1/3 เท่านั้น และกำลังสั้นลงเรื่อยๆ ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากการขาดการดูแลและอนุรักษ์ โดยเฉพาะจากชาวไร่ชาวนาซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กำแพงเมืองจีน ไม่สนใจประกาศของรัฐบาลที่กำหนดให้กำแพงเมืองจีนเป็นสมบัติของชาติกำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้นกว่า 2000 ปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิ์องค์แรกในประวัติศาสตร์จีน จุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางตอนเหนือ โดยมีการก่อสร้างเพิ่มเติมโดยกษัตริย์องค์ต่อมาอีกหลายพระองค์ จนสำเร็จในที่สุด กำแพงเมืองจีนถือเป็นงานก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเท่าที่เคยมีมา

มีข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับกำแพงเมืองจีนดังนี้

1. เราไม่สามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนจากดวงจันทร์ ไม่มีสิ่งก่อสร้างที่สร้างโดยมนุษย์ แม้แต่อย่างเดียวที่สามารถมองเห็นจากดวงจันทร์ ในระดับ low earth orbit เราสามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนโดยใช้ radar การมองเห็นกำแพงเมืองจีนเป็นไปได้ยากเนื่องจาก สีของกำแพงเมืองจีนจะกลืนไปกับสีของธรรมชาติ ก็คือสีของดิน หิน

2. กำแพงเมืองจีนไม่ใช่กำแพงยาวตลอด ความจริงแล้วกำแพงเมืองจีน ถูกสร้างขึ้นในหลายยุคหลายสมัยกินเวลานับพันปี โดยเป็นการเชื่อมต่อกำแพงแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน จนเป็นแนวทอดยาวหลายพันกิโลเมตร

3. กำแพงเมืองจีนเป็นเสมือนสุสานของผู้ก่อสร้าง มีการบันทึกไว้ว่า นักโทษจากสงครามและทาสกว่า 1 ล้านคนถูกใช้เป็นแรงงงานเพื่อก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ซึ่งจำนวนมากเสียชีวิตลงเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อย และความหิวโหย ซึ่งศพผู้เสียชีวิตก็จะถูกฝังอยู่ข้างใต้กำแพงนั่นเอง นานนับศตวรรษแล้ว ที่กำแพงเมืองจีนได้ชื่อว่าเป็นสุสานที่มีความยาวที่สุดในโลก เป็นที่กล่าวขานกันว่าทุกๆ หนึ่งฟุตของกำแพงเมืองจีนก็คือหนึ่งชีวิตของผู้ก่อสร้างกำแพง

4. ความยาวของกำแพงเมืองจีน จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครทราบความยาวที่แท้จริงของกำแพงเมืองจีน ในภาษาจีน จะเรียกกำแพงเมืองจีนว่า "กำแพงยาวหมื่นลี้" (หนึ่งลี้มีความยาวประมาณ 1/3 ไมล์) โดยคร่าวๆ กำแพงเมืองจีนมีความยาวประมาณ 4 พันไมล์ หรือ 6,350 กิโลเมตร ทอดผ่านทุ่งหญ้า ทะเลทราย และเทือกเขาสูง ความสูงของกำแพงคือ 7 เมตร และกว้าง 5 เมตร

5. การก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ช่วยป้องกันการรุกรานได้หรือไม่ การเข้าครองอำนาจของมองโกล และแมนจู ทั้งสองครั้งเกิดขึ้นจากความอ่อนแอ ของราชวงศ์ที่ปกครองประเทศจีนในขณะนั้นๆ พวกเขาใช้โอกาสในขณะที่เกิดกบฏภายใน เข้ายึดครองประเทศจีน โดยมีการต่อต้านที่น้อยมาก

6. กำแพงเมืองจีนไม่ได้เป็นแค่กำแพง ทุกๆ 300 ถึง 500 หลา จะมีฐานบัญชาการเพื่อใช้สับเปลี่ยนเวรยามและใช้เป็นจุดสังเกตการณ์ มีหอสังเกตการณ์กว่า 1 หมื่นแห่ง

7. กำแพงเมืองจีนเป็นเส้นทางคมนาคม ในระยะแรก ประโยชน์ของกำแพงเมืองจีนก็คือ มันช่วยให้การคมนาคมและขนส่งในเส้นทางทุรกันดาร เช่นตามเทือกเขาเป็นไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น

8. กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นโดยใช้อะไรเป็นส่วนประกอบ ก่อนที่จะมีการใช้อิฐในการก่อสร้าง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้น โดยใช้หิน ดิน และไม้ บางครั้งมีการแพ็คดินไว้ระหว่างไม้แผ่นใหญ่ และมัดไว้ด้วยกันโดยเสื่อทอ บริเวณใกล้กรุงปักกิ่ง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างโดยใช้หินอ่อน ในบางสถานที่กำแพงถูกสร้างโดยใช้หินแกรนิต บางแห่งก็ใช้ดินเผา ทางตะวันตกของจีน กำแพงถูกสร้างโดยใช้โคลน ทำให้ชำรุดได้ง่ายกว่า กำแพงเมืองจีนที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ถูกสร้างในราชวงศ์หมิง โดยใช้วัตถุที่ทนทานกว่าเช่นหิน

9. สภาพของกำแพงเมืองจีนในขณะนี้ รายงานผลการสำรวจของนักอนุรักษ์เมื่อปี 2004 กล่าวว่า ขณะนี้ กำแพงเมืองจีนที่ยาว 6,350 กิโลเมตร เหลือให้เห็นเพียง 1/3 เท่านั้น และกำลังสั้นลงเรื่อยๆ ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากการขาดการดูแลและอนุรักษ์ โดยเฉพาะจากชาวไร่ชาวนาซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กำแพงเมืองจีน ไม่สนใจประกาศของรัฐบาลที่กำหนดให้กำแพงเมืองจีนเป็นสมบัติของชาติ
รวบรวมโดย  ภูทิพย์ เหมาะสุวรรณ ม.5/3 เลขที่ 13
สำนวนไทยคำว่า "ควันหลง" เป็นสำนวนที่ได้มาจากวงนักเลงสูบฝิ่นหรือกัญชา เพราะพวกนี้จะเข้าใจคำว่า "ควันหลง" เป็นอย่างดีที่สุด หมายความถึงควันที่หลงเหลืออยู่ในบ้องกัญชาหรือกล้องสูบฝิ่น ภายหลังที่สูบแล้ว คนที่ไม่เคยสูบเมื่อได้เห็นเข้าก็มักอยากลองสูบ หรือลองดูดดูว่าจะมีรสชาดเป็นฉันใด ครั้นดูดดูเล่นๆนึกว่าเป็นกล้องเปล่า แต่กลายเป็นอัดเอาควันหลงเข้าไปเต็มปอด เพราะยังเหลือค้างในกล้อง จะเกิดความมึนเมาขึ้นทันทีทันควัน

ในทางสำนวนหมายถึงผู้ที่ไม่ได้เป็นตัวการ แต่พลอยถูกกระเส็นกระสายในเรื่องร้ายๆ ที่เขาก่อกันขึ้นไว้เป็นการใหญ่ แล้วพลอยถูกเกาะกุมตัวไปด้วยภายหลัง โดยสำนวนจึงหมายถึงว่าผู้นั้นโดนเอาควันหลงเข้าให้แล้ว

 

รวบรวมโดย ภูทิพย์  เหมาะสุวรรณ ม.5/3 เลขที่ 13

กรดไหลย้อนลงกล่องเสียง

posted on 27 Feb 2011 15:51 by 5322site  in HEALTH

แม่ : ลูกจ๋า ทานข้าวแล้วอย่าขึ้นไปนอนเลยล่ะ เดี๋ยวเป็น “โรคกรดไหลย้อน” นะลูก

ลูกจ๋า :  ทำไมล่ะคะ? แล้วโรคกรดไหลย้อนคืออะไรคะแม่

แม่ : กรด ไหลย้อนก็คือ น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาผ่านหลอดอาหาร ทำให้เกิดความผิดปกติของอวัยวะที่อยู่ใกล้กัน เช่น หลอดลม กล่องเสียง ยังไงล่ะลูกจ๋าลูกจ๋า :  แล้วหนูจะรู้ได้ยังไงว่าเป็น “โรคกรดไหลย้อน” ล่ะคะ

แม่ :  คุณหมอจากโรงพยาบาลรามาธิบดี มีคำตอบมาฝากจ้ะลูกจ๋า!!

สิ่งที่คุณแม่พูดกับลูกจ๋านั้น ถูกต้องแล้ว โรคกรดไหลย้อน คือภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารได้ไหลย้อนกลับมา ซึ่งจะผ่านทั้ง   หลอดลม กล่องเสียง ซึ่งน้ำย่อยที่ไหลย้อนขึ้นมานี้ มักจะเรียกแทนด้วยคำว่า “กรด”

อาการของผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนนั้น ที่พบได้บ่อยได้แก่ แสบยอดอก รู้สึกจุก มีการขย้อนของอาหารออกมา และเรออยู่บ่อยครั้ง ในที่นี้จะขอกล่าวถึงอาการกรดไหลย้อนที่เกี่ยวข้องกับระบบหู คอ จมูก ซึ่งสามารถเกิดโรคกรดไหลย้อนได้เช่นกัน โดยเฉพาะที่กล่องเสียง เนื่องด้วยกล่องเสียงมีเยื่อบุที่อ่อนกว่าหลอดอาหาร จึงทำให้ทนต่อกรดได้ไม่ดีเท่ากับหลอดอาหาร ดังนั้นถ้ามีกรดหรือน้ำย่อยเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้เกิดอาการกล่องเสียงได้ มาก อีกทั้งอาการก็จะแตกต่างจากกรดไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหาร อาการที่แสดงให้เห็นได้ชัดก็คือ คนไข้อาจมีเสียงแหบโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า คนไข้ที่เสียงแหบจะเป็นโรคนี้ทั้งหมด บางคนก็รู้สึกจุก แน่นในคอ เหมือนกับมีก้อนอะไรอยู่ในคอ เมื่อทำการตรวจก็ไม่พบสาเหตุ หรือบางรายมาด้วยอาการไอเรื้อรังหาสาเหตุไม่ได้ ก็อาจมีสาเหตุมาจากโรคนี้ก็เป็นไปได้

ในทางการแพทย์ โรคกรดไหลย้อนขึ้นมาที่กล่องเสียง มีคำเรียกเฉพาะว่า “แอลพีอาร์” โดยมีอาการหลัก ๆ ที่พบ ดังนี้ เสียงแหบ มีของเหลวไหลลงคอ บางครั้งเหมือนมีเสมหะในคอตลอดเวลา และไอกระแอมหรือขากเสมหะบ่อย ๆ

อาชีพบางอาชีพที่ต้องใช้เสียงมากเช่น ครู นักร้อง นักแสดง พนักงานขาย อาจมีปัญหาด้านเสียงผิดปกติ โทนเสียงไม่เหมือนเดิม และถ้ากรดขึ้นมาถึงช่องปากอาจทำให้เกิดฟันผุ หรือมีกลิ่นปากได้

ดังนั้นจึงควรหมั่นสังเกตตนเองและคนรอบข้างว่า มีอาการดังต่อไปนี้หรือไม่

- เสียงแหบแห้ง ความสามารถในการใช้เสียงลดลง

- รู้สึกต้องการไอหรืออยากขากเสมหะบ่อย ๆ

- รู้สึกมีเสมหะมาก หรือเสมหะไหลลงคอตลอดเวลา

- มีปัญหาการกลืนอาหาร กลืนน้ำ หรือเม็ดยาลำบากกว่าปกติ

- ไอมาก ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะช่วงหลังรับประทานอาหารหรือเวลาเอนหลังนอน

- รู้สึกมีอะไรจุกในลำคอตลอดเวลา

- แสบร้อนยอดอก เจ็บหน้าอก เรอเปรี้ยวบ่อย ๆ

- หายใจลำบากหรือสำลักบ่อย

- ฟันผุ มีกลิ่นปาก

ส่วนสาเหตุการเกิดของโรคนั้น แท้จริงแล้วยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่เชื่อว่าโรคนี้อาจเกิดจากลักษณะโครงสร้างของร่างกายที่ผิดปกติ ทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนกลับได้ เช่น หูรูด       ที่หลอดอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่ ซึ่งโดยปกติหูรูดที่หลอดอาหารจะมีสองตำแหน่งคือ หูรูดที่ติดกับกระเพาะอาหาร และหูรูดที่อยู่ส่วนต้นทางเดินอาหาร ซึ่งถ้าหูรูดทั้งสองทำงานไม่ดี ก็มีโอกาสเกิดกรดไหลย้อนได้มาก และในบางภาวะ เช่น การที่กระเพาะอาหารบาง   ส่วนเคลื่อนเข้าไปอยู่ในทรวงอก ก็จะมีโอกาสพบโรคกรดไหลย้อน   ได้มากขึ้น

ผู้ที่สงสัยว่าตนเองเข้าข่ายการเป็นโรคกรดไหลย้อนหรือไม่ให้รีบมาพบแพทย์ ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยอาการที่น่าสงสัยต่าง ๆ ดังที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว

นอกจากนี้เมื่อวินิจฉัยว่ามีอาการของโรคกรดไหลย้อนลงกล่องเสียง จะพบว่ามีการอักเสบบวมของกล่องเสียงได้หลายบริเวณ เช่น สายเสียง เยื่อบุในกล่องเสียง มีเนื้องอกในกล่องเสียง หรือมีเสมหะเหนียวติดในกล่องเสียง โดยอาศัยการตรวจร่างกายทางหู คอ จมูก หรือในบางรายอาจต้องการตรวจเพิ่มเติมด้วยการส่องกล้องด้วยสายอ่อน ซึ่งสามารถทำได้โดยไม่ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และสำหรับรายที่มีปัญหาในการวินิจฉัยหรือได้รับการรักษาแล้วไม่ดีขึ้น อาจต้องทำการตรวจวัดความเป็นกรดในหลอดอาหารและคอหอย ซึ่งแพทย์จะทำการพิจารณาเป็นกรณีไป

เรื่องราวของกรดไหลย้อนลงกล่องเสียง ยังมีอีกทั้งในเรื่องการรักษาทางการแพทย์ด้วยยา ด้วยการผ่าตัด และวิธีการปฏิบัติตัวเมื่อรู้ว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน ติดตามต่อในฉบับหน้า.

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันเสาร์ ที่ 04 กันยายน 2553
นางสาว สัณหสุภา ธนศรีวนิชชัย ม.5/3 เลขที่27